ค่าเรียนภาษาญี่ปุ่นกับครูตัวต่อตัวทุกเดือนไม่ใช่เรื่องเล็ก หลายบ้านจึงอยากเริ่มจากคอร์สเรียนภาษาญี่ปุ่นออนไลน์ฟรีก่อน ข่าวดีคือแหล่งฟรีที่มีคุณภาพจริงมีอยู่ไม่น้อย ทั้งของมหาวิทยาลัยไทย สถานีโทรทัศน์ NHK ของญี่ปุ่น และมูลนิธิญี่ปุ่น (The Japan Foundation) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลญี่ปุ่นเอง
บทความนี้เทียบแหล่งเรียนภาษาญี่ปุ่นฟรี 7 แหล่ง ว่าแต่ละที่สอนอะไร มีเมนูภาษาไทยไหม ได้ใบเซอร์ (ใบรับรอง) หรือเปล่า และที่พ่อแม่หลายคนอยากรู้ที่สุดคือ เหมาะกับเด็กแค่ไหน ข้อมูลตรวจสอบจากเว็บไซต์ทางการ ณ เดือนตุลาคม 2569

สรุปสั้น: เรียนภาษาญี่ปุ่นฟรี ที่ไหนดี
- อยากได้ใบเซอร์ เริ่มจากศูนย์ → Chula MOOC คอร์ส Japanese Snap! (12 บท ประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง)
- อยากฟังภาษาญี่ปุ่นจริงเป็นเรื่องราว มีภาษาไทยกำกับ → NHK WORLD-JAPAN “มาเรียนภาษาญี่ปุ่นกันเถอะ” 48 บท
- อยากเรียนเป็นระบบตามหนังสือเรียน → Minato ของมูลนิธิญี่ปุ่น (คอร์สเรียนเองฟรี ระดับ A1 ขึ้นไป)
- ลูกยังเล็ก (ต่ำกว่า 10 ขวบ) → แหล่งฟรีเกือบทั้งหมดออกแบบสำหรับวัยรุ่นและผู้ใหญ่ ใช้ได้ถ้าพ่อแม่นั่งเรียนด้วย ส่วนที่ขาดคือ “คนให้ลูกได้พูดด้วย”
กำลังมองหาวิธีให้ลูกได้ใช้ภาษาญี่ปุ่นต่อจากต่างประเทศอยู่ไหม
TOMODACHI JAPAN คือ โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นออนไลน์ สำหรับเด็กที่เติบโตนอกประเทศญี่ปุ่น ได้คุยกับเพื่อนวัยเดียวกันที่อยู่ในญี่ปุ่นทุกวัน สอนโดยครูที่สอนจริงในโรงเรียนญี่ปุ่น ในชั้นเรียนเล็กเพียง 8 คน
🎁 เมื่อลงทะเบียน เราจะส่ง คู่มือโรงเรียน (ไฟล์ PDF ภาษาอังกฤษ) ให้ทันทีโดยอัตโนมัติ พร้อมแจ้งค่าเล่าเรียน ทุนการศึกษา และกำหนดการเปิดเรียนให้คุณก่อนใคร
ฟรี · ใช้เวลาประมาณ 30 วินาที
ตารางเทียบแหล่งเรียนภาษาญี่ปุ่นออนไลน์ฟรี 7 แหล่ง
| แหล่งเรียน | รูปแบบ | ภาษาไทย | ใบเซอร์ | เหมาะกับเด็ก |
|---|---|---|---|---|
| Chula MOOC: Japanese Snap! | วิดีโอ 12 บท + แบบทดสอบ | สอนเป็นภาษาไทย | มี (คะแนน 60% ขึ้นไป) | ม.ต้น ขึ้นไป |
| Chula MOOC: คู่คิดคันจิ | วิดีโอเรื่องคันจิ | สอนเป็นภาษาไทย | ตามเงื่อนไขคอร์ส | คนที่อ่านคานะได้แล้ว |
| Thai MOOC (thaimooc.ac.th) | รวมคอร์สจากหลายมหาวิทยาลัย | ภาษาไทย | มี (บางคอร์สเทียบโอนหน่วยกิตได้) | ม.ปลาย ขึ้นไป |
| NHK มาเรียนภาษาญี่ปุ่นกันเถอะ | ละครเสียง 48 บท + ข้อความ | มีหน้าภาษาไทย | ไม่มี | ป.ปลาย ขึ้นไป (ฟังพร้อมพ่อแม่) |
| Minato (มูลนิธิญี่ปุ่น) | คอร์สเรียนเองตามหนังสือมารุโกะโตะ | เมนูภาษาไทย | มีเมื่อเรียนจบคอร์ส | ม.ต้น ขึ้นไป |
| Irodori (มูลนิธิญี่ปุ่น) | หนังสือ PDF + ไฟล์เสียง ดาวน์โหลดฟรี | มีฉบับภาษาไทย | ไม่มี | เนื้อหาเน้นชีวิตผู้ใหญ่ในญี่ปุ่น |
| ช่อง YouTube สอนภาษาญี่ปุ่น | คลิปสั้นแยกหัวข้อ | มีหลายช่องสอนเป็นภาษาไทย | ไม่มี | ทุกวัย แต่ไม่เป็นลำดับ |
1. Chula MOOC คอร์ส Japanese Snap! (มีใบเซอร์)
คอร์ส Japanese Snap!: ภาษาญี่ปุ่นง่าย ๆ พูดได้ทันที (รหัส CHULAMOOC1315) สอนโดย อ.ดร.กวิตา ฟองสถาพร จากโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายมัธยม มี 12 บท เวลาเรียนรวมประมาณ 2 ชั่วโมง 35 นาที เหมาะกับคนที่ไม่มีพื้นฐานมาก่อน
- เงื่อนไขรับใบรับรอง: เรียนให้ความคืบหน้าถึง 80% จึงสอบหลังเรียนได้ และต้องได้คะแนน 60 จาก 100 ขึ้นไป สอบซ้ำได้จนผ่านภายในเวลาที่คอร์สกำหนด
- ข้อควรรู้: คอร์สเปิดเป็นรอบ และที่นั่งจำกัด ช่วงที่เราเช็ก (ต.ค. 2569) รอบปัจจุบันขึ้นว่า “คอร์สเต็ม” จึงควรกดติดตามรอบถัดไป
- คอร์สต่อยอด: “คู่คิด คันจิ” (CHULAMOOC1311) และ “คู่คิดคันจิไฟนอลไฟต์” (CHULAMOOC1314) สำหรับคนที่อ่านฮิรางานะ คาตาคานะได้แล้ว
เหมาะกับเด็กไหม: ผู้สอนเป็นครูโรงเรียนมัธยม ภาษาที่ใช้จึงเข้าใจง่าย เด็ก ม.ต้นเรียนเองได้ ส่วนเด็กประถมควรมีพ่อแม่นั่งดูด้วย เพราะต้องทำแบบทดสอบและบริหารเวลาเอง
2. Thai MOOC: รวมคอร์สฟรีของหลายมหาวิทยาลัย
Thai MOOC คือแพลตฟอร์มกลางของประเทศ ตอนนี้ย้ายไปที่ thaimooc.ac.th แล้ว (เว็บเดิม thaimooc.org กำลังยุติบริการ) สมัครด้วยแอป ThaiD ได้ และผลการเรียนบางคอร์สนำไปเทียบโอนหน่วยกิตผ่านระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ได้ วิธีหาคอร์สคือพิมพ์คำว่า “ญี่ปุ่น” ในช่องค้นหา แล้วดูชื่อมหาวิทยาลัย ระดับ และเงื่อนไขใบเซอร์ของแต่ละคอร์ส
เหมาะกับเด็กไหม: คอร์สส่วนใหญ่ทำมาสำหรับนักศึกษาและคนทำงาน เด็ก ม.ปลายที่อยากเก็บใบเซอร์ไว้ใส่แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) ใช้ได้ดี แต่สำหรับเด็กเล็กจะยากและเนือยเกินไป

3. NHK WORLD-JAPAN “มาเรียนภาษาญี่ปุ่นกันเถอะ” (48 บท ภาษาไทย)
คอร์สฟรีของสถานี NHK ญี่ปุ่น มีหน้าเว็บภาษาไทยโดยตรง เนื้อหาเป็นละครสั้น 48 ตอน ติดตามชีวิตของ “อันนา” นักศึกษาไทยที่ไปเรียนที่ญี่ปุ่น แต่ละตอนมีประโยคหลัก 1 ประโยค ไฟล์เสียงจากเจ้าของภาษา คำอธิบายเป็นภาษาไทย และเกร็ดวัฒนธรรมญี่ปุ่น ดาวน์โหลดข้อความและเสียงได้ฟรี
เหมาะกับเด็กไหม: เป็นตัวเลือกฟรีที่ได้ยินภาษาญี่ปุ่นแบบที่คนญี่ปุ่นพูดจริงมากที่สุดในรายการนี้ ตัวละครเป็นคนไทย เด็กจึงรู้สึกใกล้ตัว แนะนำเด็กป.4 ขึ้นไปฟังวันละตอนกับพ่อแม่ ข้อจำกัดคือฟังอย่างเดียว ไม่มีใครตอบกลับ
4. Minato ของมูลนิธิญี่ปุ่น (เรียนเป็นระบบ มีเมนูภาษาไทย)
Minato (มินาโตะ) คือแพลตฟอร์มเรียนออนไลน์ของมูลนิธิญี่ปุ่น หัวใจคือคอร์สตามหนังสือเรียน มารุโกะโตะ (Marugoto) ตั้งแต่ระดับเริ่มต้น A1 ไปจนถึงก่อนระดับกลาง คอร์สแบบเรียนเอง (Self-Study) ใช้ฟรี ส่วนคอร์สที่มีครูคอยสอนและตรวจงาน (Tutor Support) เป็นคอร์สเสียเงิน หน้าจอเลือกเป็นภาษาไทยได้
เหมาะกับเด็กไหม: ระบบดีและเป็นลำดับ แต่ต้องมีวินัยเรียนเองสูง เนื้อหาเป็นสถานการณ์ของผู้ใหญ่ (ที่ทำงาน การเดินทาง) เด็ก ม.ต้นที่ตั้งใจจริงใช้ได้ เด็กประถมมักหยุดกลางทาง
5. Irodori: หนังสือเรียนฟรีฉบับภาษาไทย
Irodori (อิโรโดริ) เป็นหนังสือเรียนภาษาญี่ปุ่นของมูลนิธิญี่ปุ่น ดาวน์โหลด PDF และไฟล์เสียงได้ฟรีทั้งเล่ม มีฉบับภาษาไทย เนื้อหาเน้นภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวันเมื่อไปอยู่ญี่ปุ่น เช่น ซื้อของ ไปหาหมอ คุยกับเพื่อนร่วมงาน
เหมาะกับเด็กไหม: ไฟล์เสียงคุณภาพดี พ่อแม่หยิบบทสนทนาสั้น ๆ มาฝึกกับลูกได้ แต่สถานการณ์ในเล่มเป็นของผู้ใหญ่ทำงาน ไม่ใช่โลกของเด็ก
6. ช่อง YouTube และแอปฟรี
YouTube มีช่องสอนภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาไทยหลายช่อง ทั้งสอนฮิรางานะ ทักทาย และคำศัพท์ เหมาะเป็น “ของเสริม” ระหว่างวัน ข้อเสียคือคลิปไม่เรียงเป็นหลักสูตร เด็กจะกระโดดดูตามที่อัลกอริทึมแนะนำ ส่วนแอปฟรีส่วนใหญ่ปลดล็อกบทเรียนได้จำกัด ดูการเทียบแอปแบบละเอียดได้ที่แอปเรียนภาษาญี่ปุ่นสำหรับเด็ก 2026

ข้อจำกัดของคอร์สฟรีที่พ่อแม่ควรรู้ก่อน
คอร์สฟรีทั้ง 7 แหล่งดีมากสำหรับ “ความรู้” คือ ตัวอักษร คำศัพท์ ไวยากรณ์ แต่ทุกแหล่งมีจุดร่วมกันคือ ไม่มีใครคุยตอบกับลูก ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่เด็กเรียนภาษาญี่ปุ่นแล้วหยุดกลางทาง
- ไม่มีคนฟัง: พูดผิดก็ไม่มีใครแก้ พูดถูกก็ไม่มีใครชม
- ไม่มีเหตุผลให้พูด: เด็กจะอยากพูดภาษาญี่ปุ่นเมื่อมี “เพื่อน” ที่อยากคุยด้วย ไม่ใช่เมื่อมีวิดีโอให้ดู
- ต้องมีวินัยเอง: คอร์สเรียนเองเหมาะกับวัยรุ่นที่ตั้งใจ เด็กเล็กต้องมีผู้ใหญ่พาเรียนเกือบทุกครั้ง

วิธีที่ได้ผลจริงสำหรับหลายบ้านคือ ใช้ของฟรีเป็นการบ้าน และหา “ที่ให้ลูกได้พูด” แยกต่างหาก ถ้ายังลังเลว่าจ่ายเงินคุ้มไหม อ่านเรียนภาษาญี่ปุ่นฟรี vs เสียเงิน ต่างกันตรงไหน และถ้าลูกยังเล็กและพ่อแม่อยากเริ่มที่บ้านก่อน ดู7 วิธีสอนภาษาญี่ปุ่นให้ลูกที่บ้าน
TOMODACHI JAPAN เป็นโรงเรียนภาษาญี่ปุ่นออนไลน์สำหรับเด็ก เรียนเป็นกลุ่มเล็กไม่เกิน 8 คนกับครูที่สอนอยู่ในโรงเรียนญี่ปุ่นจริง และได้คุยกับเพื่อนวัยเดียวกันที่อยู่ในญี่ปุ่น ทำหน้าที่เป็น “ที่ให้ลูกได้พูด” ที่คอร์สฟรีให้ไม่ได้ ใช้คู่กับแหล่งฟรีด้านบนได้ดี
คำถามที่พบบ่อย
เรียนภาษาญี่ปุ่นออนไลน์ฟรี ได้ใบเซอร์ไหม
ได้ Chula MOOC (Japanese Snap!) ให้ใบรับรองเมื่อเรียนครบ 80% และสอบได้ 60% ขึ้นไป Thai MOOC มีใบเซอร์และบางคอร์สเทียบโอนหน่วยกิตได้ ส่วน Minato มีใบรับรองเมื่อเรียนจบคอร์ส แต่ใบเซอร์เหล่านี้ไม่ใช่ใบวัดระดับ ถ้าต้องการวัดระดับอย่างเป็นทางการต้องสอบ JLPT
เด็กประถมควรเริ่มจากแหล่งฟรีไหนดี
เริ่มจากฮิรางานะก่อน ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน (ดูสอนลูกจำฮิรางานะ 46 ตัว) แล้วค่อยฟัง NHK วันละตอนพร้อมพ่อแม่ คอร์ส MOOC แบบมีแบบทดสอบเหมาะกับเด็ก ม.ต้นขึ้นไปมากกว่า
เรียนฟรีอย่างเดียว พูดได้ไหม
อ่านและฟังเข้าใจได้ แต่การพูดต้องฝึกกับคนจริง เด็กส่วนใหญ่เริ่มพูดโต้ตอบได้เมื่อมีโอกาสใช้ภาษาสม่ำเสมอ ดูระยะเวลาโดยประมาณได้ที่เด็กเรียนภาษาญี่ปุ่นกี่เดือนถึงพูดได้
อ่านเพิ่มเติม: เรียนภาษาญี่ปุ่นออนไลน์สำหรับเด็ก ที่ไหนดี 2026 ・ โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นสำหรับเด็กในไทย

