พอลูกขึ้น ม.1 แล้วโรงเรียนเริ่มมีวิชาภาษาญี่ปุ่น คำถามแรกของผู้ปกครองมักเป็น “แล้วเขาเรียนอะไรกันบ้าง” และคำถามที่สองที่ตามมาเกือบทุกครั้งคือ “ทำไมเรียนมาปีกว่าแล้วยังพูดไม่ได้สักประโยค”
คำตอบไม่ใช่เพราะลูกไม่ตั้งใจ และไม่ใช่เพราะครูไม่ดี แต่เป็นเพราะโครงสร้างของวิชาภาษาญี่ปุ่นในโรงเรียนไทยถูกออกแบบมาเพื่ออย่างอื่น บทความนี้แจกแจงว่าชั้น ม.1-ม.3 เรียนอะไรจริง ๆ วัดผลอย่างไร ช่องว่างอยู่ตรงไหน และผู้ปกครองเติมตรงไหนได้บ้างโดยไม่ต้องรู้ภาษาญี่ปุ่นเอง

ม.1-ม.3 เรียนภาษาญี่ปุ่นอะไรบ้าง
รายละเอียดต่างกันไปตามโรงเรียน เพราะภาษาญี่ปุ่นในชั้น ม.ต้นส่วนใหญ่เป็นวิชาเพิ่มเติมหรือวิชาเลือก ไม่ใช่วิชาพื้นฐานที่มีหลักสูตรกลางบังคับเหมือนคณิตศาสตร์ แต่โครงร่างที่พบบ่อยมีลำดับประมาณนี้

- ม.1 — ฮิรางานะทั้ง 46 ตัว ต่อด้วยคาตาคานะ ทักทาย แนะนำตัว ตัวเลข วันเดือนปี คำศัพท์ในห้องเรียน เป้าหมายคืออ่านออกเขียนได้ ไม่ใช่พูดคล่อง
- ม.2 — เริ่มไวยากรณ์เป็นระบบ คำกริยารูป ます รูปปฏิเสธ รูปอดีต คำช่วยพื้นฐาน (は を に で) คันจิชุดแรกประมาณ 50-100 ตัว และประโยคบอกเล่าที่ยาวขึ้น
- ม.3 — รูป て รูปพจนานุกรม คำคุณศัพท์สองชนิด การขออนุญาตและการชักชวน บทสนทนาตามสถานการณ์ และหลายโรงเรียนเริ่มพูดถึง JLPT ระดับ N5 ในช่วงนี้
ถ้าเทียบกับเกณฑ์ที่คุ้นกัน เด็กที่เรียนตามหลักสูตร ม.ต้นครบสามปีและทำการบ้านสม่ำเสมอ มักอยู่ในระดับใกล้เคียง N5 ช่วงปลาย ม.3 ซึ่งเป็นระดับที่อ่านและฟังประโยคพื้นฐานได้ แต่ยังไม่ได้แปลว่าคุยโต้ตอบเป็น
กำลังมองหาวิธีให้ลูกได้ใช้ภาษาญี่ปุ่นต่อจากต่างประเทศอยู่ไหม
TOMODACHI JAPAN คือ โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นออนไลน์ สำหรับเด็กที่เติบโตนอกประเทศญี่ปุ่น ได้คุยกับเพื่อนวัยเดียวกันที่อยู่ในญี่ปุ่นทุกวัน สอนโดยครูที่สอนจริงในโรงเรียนญี่ปุ่น ในชั้นเรียนเล็กเพียง 8 คน
🎁 เมื่อลงทะเบียน เราจะส่ง คู่มือโรงเรียน (ไฟล์ PDF ภาษาอังกฤษ) ให้ทันทีโดยอัตโนมัติ พร้อมแจ้งค่าเล่าเรียน ทุนการศึกษา และกำหนดการเปิดเรียนให้คุณก่อนใคร
ฟรี · ใช้เวลาประมาณ 30 วินาที
ช่องว่างที่ห้องเรียนเติมให้ไม่ได้ (และไม่ใช่ความผิดของโรงเรียน)
ลองคิดเลขง่าย ๆ คาบภาษาญี่ปุ่นมัธยมต้นทั่วไปมีสัปดาห์ละ 1-2 คาบ คาบละราว 50 นาที ห้องหนึ่งมีนักเรียนราว 35-45 คน ถ้าครูแบ่งเวลาให้ทุกคนได้พูดเท่ากันโดยไม่ทำอย่างอื่นเลย เด็กหนึ่งคนจะได้เวลาพูดประมาณ 1 นาทีต่อคาบ
ในความเป็นจริงเวลาส่วนใหญ่ต้องใช้อธิบายไวยากรณ์ ตรวจงาน และเตรียมสอบ เวลาพูดจริงของเด็กหนึ่งคนจึงเหลือระดับหลักวินาทีต่อสัปดาห์ นี่คือคำตอบของคำถาม “ทำไมเรียนมาปีกว่าแล้วยังพูดไม่ได้”

ช่องว่างจึงไม่ได้อยู่ที่ความรู้ แต่อยู่ที่จำนวนครั้งที่ลูกได้เปิดปากพูด เด็ก ม.ต้นจำนวนมากรู้ไวยากรณ์ดีกว่าที่ตัวเองคิด แต่ไม่เคยได้ลองใช้ จึงกลายเป็นกลัวผิดและเงียบไปเลย ซึ่งยิ่งอยู่ในวัยที่กลัวเสียหน้าต่อหน้าเพื่อนอยู่แล้ว
สามจุดที่นักเรียน ม.ต้นไทยสะดุดบ่อยที่สุด
1. คันจิที่เริ่มเข้ามาตอน ม.2
ช่วง ม.1 ที่มีแค่ฮิรางานะกับคาตาคานะ เด็กส่วนใหญ่ไปได้ดี พอคันจิเข้ามาตอน ม.2 จำนวนสิ่งที่ต้องจำเพิ่มขึ้นเร็ว และเป็นจุดที่คะแนนของหลายคนตกครั้งแรก
ข้อที่ช่วยได้คือ โรงเรียนในญี่ปุ่นสอนคันจิให้เด็กญี่ปุ่นเอง 1,026 ตัวกระจายตลอด 6 ปีของชั้นประถม เฉลี่ยไม่ถึง 200 ตัวต่อปี แปลว่าคันจิถูกออกแบบมาให้สะสมทีละน้อยเป็นปี ๆ ไม่ใช่ท่องรวดเดียวก่อนสอบ ถ้าลูกท่องแบบอัดก่อนสอบแล้วลืมหมดหลังสอบ นั่นเป็นเรื่องปกติของวิธีท่อง ไม่ใช่เรื่องความสามารถ
2. คำช่วย は กับ が
เป็นจุดที่แม้แต่ผู้เรียนระดับสูงยังพลาด เพราะภาษาไทยไม่มีระบบนี้ให้เทียบตรง ๆ ข้อแนะนำที่ใช้ได้จริงสำหรับ ม.ต้นคือ อย่าเพิ่งพยายามเข้าใจกฎทั้งหมด ให้จำเป็นประโยคทั้งก้อนไปก่อน แล้วความรู้สึกจะมาทีหลังเมื่อได้ยินและได้พูดซ้ำมากพอ
3. ระดับความสุภาพ
เด็กที่ดูอนิเมะเยอะมักได้คำพูดแบบกันเองมาก่อน แล้วเอาไปใช้ตอนสอบพูดหรือกับคนที่อายุมากกว่า ซึ่งในภาษาญี่ปุ่นเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่คิด การรู้ว่าประโยคไหนใช้กับเพื่อนได้และประโยคไหนใช้ไม่ได้ เป็นสิ่งที่เรียนจากตำราอย่างเดียวได้ยาก ต้องมีคนคอยบอกตอนพูดผิด
ผู้ปกครองช่วยได้อย่างไร แม้พูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้เลย
- ถามว่าวันนี้เรียนอะไร แล้วให้ลูกสอนเรา — การอธิบายให้คนอื่นฟังคือการทบทวนที่ได้ผลที่สุด และเราไม่ต้องรู้ภาษาญี่ปุ่นเลยก็ทำได้
- เปลี่ยนจาก “ท่องก่อนสอบ” เป็น “วันละนิด” — 15 นาทีทุกวันชนะ 2 ชั่วโมงวันเดียว เพราะความจำของเด็กทำงานแบบทบทวนก่อนลืม
- อย่าเอาคะแนนเป็นตัวชี้วัดเดียว — เด็กที่ได้เกรดดีแต่ไม่เคยพูด มีความเสี่ยงเลิกกลางทางสูงกว่าที่คิด ให้ถามว่า “วันนี้ได้พูดญี่ปุ่นกี่ประโยค” ควบคู่ไปด้วย
- หาที่ให้ได้พูดจริงสัปดาห์ละครั้งเป็นอย่างน้อย — นี่คือส่วนที่โรงเรียนให้ไม่ได้ด้วยโครงสร้าง ไม่ใช่ด้วยความตั้งใจ

แล้วควรเรียนเสริมไหม และเสริมแบบไหน
ถ้าเป้าหมายคือคะแนนในโรงเรียนอย่างเดียว ติวเตอร์ที่สอนตามหนังสือที่โรงเรียนใช้จะตรงที่สุด แต่ถ้าเป้าหมายคืออยากให้ลูกยังใช้ภาษาญี่ปุ่นได้หลังจบ ม.6 สิ่งที่ต้องเติมไม่ใช่ไวยากรณ์เพิ่ม แต่เป็นเวลาพูดกับคนจริง
เกณฑ์ที่ใช้เลือกได้จริงมี 3 ข้อ
- ลูกได้พูดกี่นาทีต่อคาบ ไม่ใช่คาบยาวกี่นาที ถ้ากลุ่มใหญ่กว่า 10 คน ให้ถามตัวเลขนี้ให้ชัด
- ผู้สอนเป็นใคร ครูที่สอนเด็กวัยเดียวกันอยู่จริงจะจัดการเรื่องเด็กไม่กล้าพูดได้ต่างจากติวเตอร์ที่สอนผู้ใหญ่เป็นหลัก
- มีคนวัยเดียวกันให้คุยด้วยไหม เด็ก ม.ต้นพูดกับเพื่อนวัยเดียวกันได้ง่ายกว่าพูดกับผู้ใหญ่มาก
TOMODACHI JAPAN ออกแบบมาตรงข้อนี้โดยเฉพาะ ห้องเรียนกลุ่มเล็ก 8 คน ครูเป็นครูที่สอนอยู่ในโรงเรียนญี่ปุ่นจริง และเด็กได้คุยกับเพื่อนวัยเดียวกันที่อยู่ในญี่ปุ่น ไม่ใช่เรียนคนเดียวกับแอป
สรุป
- ม.1 อ่านเขียนตัวอักษร ・ ม.2 ไวยากรณ์และคันจิชุดแรก ・ ม.3 รูป て และบทสนทนา จบ ม.3 มักใกล้ระดับ N5
- สิ่งที่ห้องเรียน 40 คนให้ไม่ได้คือเวลาพูดของเด็กแต่ละคน ซึ่งเหลือหลักวินาทีต่อสัปดาห์
- คันจิถูกออกแบบให้สะสมทีละน้อยเป็นปี ๆ ไม่ใช่ท่องรวดเดียวก่อนสอบ
- ถ้าจะเสริม ให้เสริมเวลาพูดกับคนจริง ไม่ใช่ไวยากรณ์เพิ่ม
คำถามที่พบบ่อย
ลูกเริ่มภาษาญี่ปุ่นตอน ม.1 ถือว่าสายไปไหม
ไม่สาย ม.1 เป็นจุดเริ่มที่ใช้ได้ดี เพราะลูกอ่านเขียนภาษาไทยคล่องแล้วจึงเข้าใจคำอธิบายไวยากรณ์ได้เร็วกว่าเด็กประถมมาก ข้อเสียเปรียบเดียวคือเรื่องสำเนียง ซึ่งแก้ได้ด้วยการฟังและพูดบ่อย ๆ ตั้งแต่ปีแรก
ควรให้สอบ JLPT ตอน ม.ต้นเลยไหม
ไม่จำเป็น JLPT วัดการอ่านและการฟัง ไม่มีส่วนที่วัดการพูดเลย เด็กที่สอบ N5 ผ่านแต่พูดไม่ได้จึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ปกติ ถ้าจะให้สอบ ควรใช้เป็นหมุดหมายให้ลูกมีเป้า ไม่ใช่ตัวชี้วัดว่าลูกใช้ภาษาได้หรือไม่
ลูกดูอนิเมะทุกวัน ทำไมยังพูดไม่ได้
เพราะการฟังกับการพูดเป็นทักษะคนละอย่าง การดูอนิเมะสร้างคลังเสียงและคำศัพท์ให้ลูกจริง ซึ่งมีค่ามาก แต่การพูดต้องใช้การเรียกคำออกมาเองภายในเวลาจำกัด ซึ่งฝึกได้ทางเดียวคือพูดกับคนจริงแล้วมีคนตอบกลับ
ถ้า ม.3 แล้วอยากเลือกแผนศิลป์-ญี่ปุ่นตอน ม.4 ควรเตรียมอะไร
สองอย่าง หนึ่งคือให้คันจิที่เรียนมาตอน ม.2-ม.3 ไม่หลุด เพราะ ม.4 จะเพิ่มความเร็วขึ้นมาก สองคือให้ลูกได้พูดจริงในช่วงปิดเทอมก่อนขึ้น ม.4 เพราะเด็กที่พูดได้บ้างจะรับมือกับคาบที่เร็วขึ้นได้สบายกว่ามาก
อ่านเพิ่มเติม: ขึ้น ม.4 แล้ว: ศิลป์-ภาษาญี่ปุ่นเข้าคณะอะไรได้บ้าง ・ ภาษาญี่ปุ่นสำหรับเด็กประถม ・ ไวยากรณ์ N5 สำหรับเด็ก ・ คันจิ N5 ・ ทำไมเด็กเลิกเรียนกลางทาง

